ประเภทของป่าไม้ในไทย

ป่าไม้ในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ป่าประเภทนี้มีประมาณ 30% ของเนื้อที่ป่าทั้งประเทศ สามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก ดังนี้

1.1 ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) มี อยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝั่งภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และที่ภาคใต้ กระจัดกระจาย ตามความสูงตั้งแต่ 0 - 100 เมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งมีปริมาณน้ำฝนตกมากกว่าภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไปมักเป็นป่ารกทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นวงศ์ยาง ไม้ตะเคียน กะบาก อบเชย จำปาป่า ส่วนที่เป็นพืชชั้นล่างจะเป็นพวกปาล์ม ไผ่ ระกำ หวาย บุกขอน เฟิร์น มอส กล้วยไม้ป่าและ เถาวัลย์ชนิดต่างๆ

1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร และมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-1,500 ม.ม. พันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น ยางแดง มะค่าโมง เป็นต้น พื้นที่ป่าชั้นล่างจะไม่หนาแน่นและค่อนข้างโล่งเตียน

1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแห่งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่ อช.ทุ่งแสลงหลวง และ อช.น้ำหนาว เป็นต้น มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000 ถึง2,000 ม. พืชที่สำคัญได้แก่ไม้วงศ์ก่อ เช่น ก่อสีเสียด ก่อตาหมูน้อย อบเชย กำลังเสือโคร่ง เป็นต้น บางทีก็มีสนเขาขึ้นปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พื้นล่างเป็นพวกเฟิร์น กล้วยไม้ดินและมอส ป่าชนิดนี้มักอยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร

1.4 ป่าสน (Coniferous Forest) มี กระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เพชรบูรณ์ และที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีอยู่ตามที่เขาและที่ราบบางแห่งที่มีระดับสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนมักขึ้นในที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น สันเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือสนสองใบและสนสามใบ และพวกก่อต่าง ๆ ขึ้นปะปนอยู่ พืชชั้นล่างมีพวกหญ้าต่าง ๆ

1.5 ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Fresh Water Swamp Forest) ระบบ นิเวศของป่าพรุนับว่ามีความแตกต่างจากแหล่งอื่นค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นระบบที่เป็นกึ่งป่าบกและกึ่งระบบของบึงน้ำ ป่าพรุในประเทศไทยซึ่งเป็นพรุเขตร้อนมีพลังงานเพื่อการสร้างอินทรียวัตถุสูง และธาตุอาหารในดินก็มีมากพอสมควรแต่ปัญหาที่กำหนดระดับการสร้างคือ สภาพดินที่เป็นกรดจัดและมีน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง การสร้างผลผลิตมูลฐานทั้งหมดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ในระดับ เรือนยอดชั้นบนสุดและชั้นรอง ดังนั้นผลผลิตสดและใหม่ที่จะถ่ายทอดไปสู่สัตว์จึงขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ด้วยเหตุนี้จึงมีสัตว์ที่หากินในชั้นเรือนยอด (arboreal species) มากกว่า ปกติ ในส่วนที่เป็นพื้นป่าเนื่องจากมีน้ำขังระยะยาวนานเป็นส่วนใหญ่พืชที่อยู่ชิด ดินจึงมีน้อย ยกเว้นในช่องว่างทำให้ผลผลิตมูลฐานมีน้อย นอกจากนี้เนื่องจากการสกัดกั้นพลังงานแสงจากเรือนยอดชั้นบนทำให้พืชคลุมดิน ขึ้นได้ยากและโตช้า ด้วยเหตุนี้ปริมาณสัตว์ที่เป็นผู้เสพอินทรียวัตถุที่ผิวดินจึงมีค่อนข้าง น้อยกว่าป่าชนิดอื่น ในส่วนของผู้ย่อยสลายนับได้ว่ามีการดำเนินไปได้ช้ามาก เห็นได้จากการทับถมของซากพืชที่หนาเกินกว่า 40 เซนติเมตรขึ้นไป สาเหตุที่ทำให้ซากพืชสลายตัวยากเนื่องจากความเป็นกรดของน้ำ ที่ท่วมขังอยู่โดยตลอดซึ่งสกัดกั้นการย่อยสลายของจุลินทรีย์ การขาดสัตว์ในดินและน้ำค่อนข้างนิ่งทำให้การคลุกเคล้าของซากพืชกับดินแร่ ธาตุชั้นล่างเป็นไปโดยยาก อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่พรุเป็นที่ลุ่มจึงเป็นแหล่งสะสมตะกอนจากป่าบก ข้างเคียงทำให้ปัญหาการติดขัดของการหมุนเวียนของธาตุอาหารพืชหมดไป แต่ถ้าหากมีการทำลายป่าชนิดนี้ลงและเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ปลูกพืช ล้มลุก สภาพปัญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น อาจกล่าวได้ว่าสังคมป่าพรุเป็นระบบนิเวศที่ค่อนข้างเปราะบาง มีการเปลี่ยนแปลงและเสียหายได้ง่าย การพัฒนาใด ๆ ทั้งภายในและบริเวณโดยรอบต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

1.6 ป่าชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest) ระบบ นิเวศของป่าชายเลนจัดได้ว่าเป็นระบบที่เปิด ธาตุอาหารต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบนิเวศนี้ส่วนใหญ่ลงมากับสายน้ำจากระบบนิเวศที่อยู่ใน แหล่งต้นน้ำ โดยเฉพาะป่าบก เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งอุตสาหกรรม ธาตุอาหารเหล่านั้นถูกเปลี่ยนรูปเป็นผลผลิตอินทรียวัตถุพอกพูนในพืชและสัตว์ ถูกเก็บเกี่ยวในรูปของเนื้อไม้ โดยเฉพาะถ่าน ไม้ฟืน เปลือกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ กุ้ง หอย ปู ปลา นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นำกลับไปใช้และปลดปล่อยในระบบนิเวศอื่น ๆ ที่อยู่ในแผ่นดินต่อไป ธาตุอาหารบางอย่างอาจวนเวียนกลับลงมาอีกแต่อีกไม่น้อยอาจไม่หวนกลับมา อย่างไรก็ตามระบบนิเวศป่าชายเลนมักเป็นผู้ได้มากกว่าผู้เสีย จึงมักคงความสมบูรณ์สูงตลอดไป ลักษณะโครงสร้างของป่าชายเลนมีส่วนที่แตกต่างจากป่าบกอื่น ๆ อยู่มากคือ องค์ประกอบของผู้สร้างอินทรียวัตถุ (producers) มิได้มีเฉพาะพืชชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่มีแพลงตอนพืชที่มีส่วนการผลิตต่อปีค่อนข้างสูงด้าย นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายอีกหลายชนิดที่มีการผลิตอินทรียวัตถุได้เช่นกัน สนิท (2532) รายงานว่าป่าชายเลนที่จังหวัดสตูลมีผลผลิตสุทธิเฉลี่ยประมาณ 10.56-23.46 กิโลกรัมคาร์บอนต่อเฮกแตร์ต่อวัน ส่วนการร่วงหล่นของซากพืชในป่าชนิดนี้อยู่ในระหว่าง 3.44 ถึง 9.31 ตันต่อเฮกแตร์ต่อปี และมวลชีวภาพยืนต้นประมาณ 20.06-710.81 ตันต่อเฮกแตร์โดยน้ำหนักแห้ง ความแปรผันขึ้นกับแถบสังคมและสภาพท้องถิ่น ส่วนผลผลิตขั้นมูลฐานของแพลงตอนในน้ำใกล้ป่าชายเลนตกประมาณ 4.69 ตันคาร์บอนต่อเฮกแตร์ต่อปี (Wium-Anderson, 1979) การผุสลายในป่าชายเลน (decomposition) ผู้สลายที่สำคัญในป่าชายเลนได้แก่ จุลินทรีย์ (microorganism) เชื้อรา (fungi) นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วยย่อยสลายที่ทำให้อินทรียวัตถุกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกหลายชนิด โดยเฉพาะแมลงและคัสเตซีน (crustacean) เช่น ปู หอย กุ้ง เพรียง เป็นต้น

1.7 ป่าชายหาด (Beach Forest) เป็น ป่าที่มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินกรวด ทรายและโขดหินพันธุ์ไม้จะต่างจากที่ที่น้ำท่วมถึง ถ้าชายฝั่งเป็นดินทรายก็มีสนทะเล พืชชั้นล่างก็จะมีพวกตีนนก และพันธ์ไม้เลื้อยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถ้าเป็นกรวดหรือหิน พันธุ์ไม้ที่ขึ้นส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกระทิง หูกวาง เป็นต้น


2. ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) แบ่งย่อยได้ดังนี้

2.1 ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ป่า ชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ป่าชนิดนี้มักจะมีไม้สักขึ้นอยู่ปะปนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแห่ง ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าเบญจพรรณอยู่น้อย ลักษณะของป่าเบญจพรรณ โดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งประกอบด้วยต้นไม้ขนาดกลางเป็นส่วนมาก พื้นที่ป่าไม่รกทึบมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่มาก ในฤดูแล้งต้นไม้ทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟป่าไหม้อยู่ทั้งปี มีพันธุ์ไม้ขึ้นคละกันมากชนิด เช่น ไม้สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกหญ้า พวกกก ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เช่น ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่นวล เป็นต้น

2.2 ป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ป่า ชนิดนี้มีอยู่มากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้และชายทะเลด้านตะวันออกไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับว่ามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของป่าชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในภาคนี้ทั้งหมด ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเป็นทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีค่อนข้างแดง ในบางแห่งจึงเรียกว่าป่าแดง ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีป่าขึ้นตามเนินที่เรียกว่าโคก จึงเรียกว่าป่าโคก ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยู่กระจัด กระจาย พื้นป่าไม่รกทึบ มีหญ้าชนิดต่าง ๆ และไม้ไผ่ขึ้นอยู่โดยทั่วไป พันธุ์ไม้ในป่านี้ได้แก่ เต็ง รัง พะยอม มะขามป้อม เป็นต้น

2.3 ป่าหญ้า (Savanna Forest) เป็น ป่าที่เกิดหลังจากที่ป่าชนิดอื่น ๆ ถูกทำลายไปหมด ดินเสื่อมโทรมต้นไม้ไม่อาจเจริญเติบโตต่อไปได้ พวกหญ้าจึงเข้ามาแทนที่พบได้ทุกภาคในประเทศ หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา แฝกหอม เป็นต้น อาจมีต้นไม้ขึ้นบ้าง เช่น กระโดน กระถินป่า ประดู่ ซึ่งเป็นพวกทนทานไฟป่าได้ดีมาก

ไฟป่าสัญญาณอันตราย

ปรากฏการณ์หมอกควันอันเกิดจากไฟป่าในบริเวณภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง และจังหวัดใกล้เคียงนั้น นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมาก มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การบิน สิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ อย่างยากที่จะคาดถึง
           สาเหตุของไฟป่านั้น อาจเกิดมาจากธรรมชาติ ที่แห้งแล้งมากจนเกิดไฟป่าขึ้นเอง การเกิดไฟป่าอาจจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อของมนุษย์ เช่น ทิ้งก้นบุหรี่แล้วลามไปติดวัสดุอื่นจนกลายเป็นไฟ ขยายวงเป็นไฟป่า แต่ที่น่าเป็นสาเหตุหลักคือฝีมือของ มนุษย์ที่จุดไฟเผาป่า ซึ่งมักจะเป็นคนในท้องที่ที่มี ความเชื่อว่าเผาป่าแล้วจะได้ของป่า ได้พื้นที่ที่จะเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น หรืออาจจะเกิดจากเจตนาเผาป่าเพื่อแผ้วถางบุกรุกที่ดิน และเข้าถือครองป่าเสื่อมโทรมที่เผาในเวลาต่อมา จึงทำให้ไฟป่าที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมามีมากกว่าปกติ เกิดความเสียหายแก่ประชาชนต่อประเทศโดยส่วนรวม
           และยังเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งจะเร่งให้เกิดภัยจากสภาวะโลกร้อนให้รวดเร็วและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
           น่าสังเกตว่าหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลและดับไฟป่า มีบทบาทที่จะดับไฟป่าครั้งนี้น้อยมาก ทำให้ไฟป่าขยายวงกว้างและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ลำพัง เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวคงจะดูแลไฟป่าได้ยาก เพราะมีเนื้อที่กว้างขวางมาก แต่การที่จะใช้อาสาสมัครร่วม กับเจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไฟป่าอย่างที่เคยทำกันมาในอดีตนั้น กรมป่าไม้ก็เคยทำมาได้ผลค่อนข้างดีมาก แต่ครั้งนี้กลับดูเหมือนไม่ค่อยมีบทบาทนัก หรือมี ลับลมคมในหรือมีปัญหาอะไรกันอยู่ หรือมีแก๊ง อิทธิพลบัญชาการอยู่เบื้องหลัง
           ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องน่าจะร่วมกันจับกุมแล้ว กระชากหน้ากากเปิดเผยให้โลกรู้แล้วนำตัวมารับ โทษให้จงได้

           ไฟป่าเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายป่า เพราะอันที่จริงแล้วการใช้ไฟป่าเผาทำลายป่าไม้นั้นเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าการใช้เครื่องมือตัดไม้ทำลายป่า เพราะนอกจากจะทำลายต้นไม้ใหญ่ให้ตายแล้ว ต้นไม้คลุมดินก็พลอยตายไปด้วย พื้นผิวดินก็ถูกเผาทำให้แห้งและแข็ง ทำให้สภาพผิวดินถูกทำลาย เมื่อเวลาฝนตกลงมาก็ไม่อาจซึมซับน้ำฝนได้ดีอีกต่อไป กลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้เกิดอุทกภัยมากยิ่งขึ้น และเมื่อ น้ำไหลบ่าลงมาตอนล่าง ก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอุทกภัยมากเป็นทวีคูณ เพราะว่าต่อไปนี้เมื่อฝนตก
           ในภาคเหนือก็จะไม่มีป่าไม้ต้นไม้คอยซับน้ำและชะลอน้ำ เพราะจะไม่มีป่าไม้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆ จะคอยช่วยดูดซับน้ำไว้ ต้นไม้ในป่าจะสามารถดูดน้ำเอาไว้ได้ถึงร้อยละ 70 เหลืออีกร้อยละ 30 จึงค่อยๆ ไหลลงมา เมื่อป่าไม้ภาคเหนือถูกทำลายลงโดยไฟป่า น้ำจะไหล ลงมายังภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางมากยิ่งขึ้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุทกภัยสาหัสยิ่งกว่า ที่เคยเกิดในปี 2554 ที่ผ่านมา
           ดังนั้น รัฐจึงควรให้ความสนใจเรื่องไฟป่าให้มากกว่านี้มากก่อนที่จะสายเกินไป และจะช่วยซ้ำเติมให้อุทกภัยคราวต่อไปสาหัสยิ่งกว่าเดิม ประชาชนจะเดือดร้อนเสียหายแล้วเสียหายอีก ประชาชนก็จะ จนลงๆ เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด การลงทุนในด้านอุตสาหกรรมก็ต้องชะงักงันลง เศรษฐกิจของประเทศถูกทำลายลงอย่างคาดไม่ถึง เพราะความไม่เข้มแข็งของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปัญหาไฟป่าทำลายล้างป่าไม้จำนวนมหาศาลนั้น ดูจะร้ายแรงยิ่งกว่าการบุกรุกแผ้วถางป่าเข้าไปทำมาหากิน กรมป่าไม้และ กรมอุทยานฯ น่าจะต้องให้ความสำคัญในการดูแลพื้นที่ป่าไม้ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ถูกไฟป่าทำลาย
           จึงควรมีแผนการควบคุมดูแลไฟป่า โดยร่วมมือกับราชการส่วนท้องถิ่นและชาวบ้านให้มากกว่านี้ ไม่ควรปล่อยปละละเลยและเกรงกลัวอิทธิพลท้องถิ่น จนปล่อยให้ไฟป่าทำลายป่าไม้ไปมากมายเป็นแสนเป็นล้านไร่ภายในเวลาเดือนเศษอย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้

           เมื่อเรื่องไฟป่าเป็นภัยอย่างมหันต์ของมนุษย์ โดยเฉพาะคนไทยในยุคนี้ รัฐบาลจึงควรวางแผนแก้ปัญหาไฟป่าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ผู้เขียนมีข้อเสนอในระยะสั้นให้เพิ่มเติมมาตรการความเข้มข้นในการร่วมมือกันดูแลไฟป่า โดย     ควรจัดให้มีความร่วมมือกับชาวบ้านมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะจัดจ้างชาวบ้านหรือจัดให้มีอาสาสมัครดับไฟป่าในแต่ละหมู่บ้าน จัดเวรยามคอยดูแลไม่ให้เกิด ไฟป่าหรือคอยดับไฟป่าไม่ให้ลุกลามต่อไป
           กรณีที่ทราบว่ามีผู้ใดจุดไฟเผาป่าก็ควรจะให้มีการดำเนินคดีกันอย่างจริงจังในทางอาญา และในทางแพ่งก็ควรให้มีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐในอัตราสูงอย่างน้อยไร่ละหนึ่งล้านบาทขึ้นไป
           สำหรับในระยะยาวควรให้ความรู้แก่ประชาชนในท้องที่โดยเฉพาะชาวเขา เพื่อให้เข้าใจว่าความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าเผาป่าแล้วจะได้ของป่า และจะทำให้ดิน ดีขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริง และควรจะให้ความรู้แก่ชุมชนในโอกาสต่างๆ เท่าที่จะทำได้ รวมทั้ง ควรจัด หาหลักสูตรการสงวนรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ในโรงเรียนชั้นประถมและชั้นมัธยมด้วย เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจวงจรของสิ่งแวดล้อม   รวมไปถึงผลกระทบ ร้ายแรงมหาศาลที่จะเกิดขึ้นแก่แผ่นดินมรดกของ พวกเขาในอนาคต
           หากวงจรของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมต้องถูกทำลายจนเปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลกระทบขึ้นอย่างรุนแรงจนไม่อาจคาดถึงได้ เช่น กรณีไฟป่าในภาค เหนือ ก็อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมในภาคเหนือตอนล่าง และท่วมมากยิ่งขึ้นในภาคกลางอีกด้วย ดังนั้น อุทกภัยคราวต่อไปในปีนี้หรือปีหน้า คนไทยอาจจะเผชิญกับหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมที่เคยเกิดมาในปี 2554 ซึ่ง ก็เสียหายมากในระดับล้านล้านบาท แต่ครั้งต่อๆ ไปอาจจะมากยิ่งกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว
           ข้อสังเกต ของการเกิดไฟป่าในปีนี้ที่มีมากกว่า ปีก่อนๆ คือ ได้ทราบจากคนในท้องที่ว่า มีใบสั่งให้หาพื้นที่เป็นร้อยเป็นพันไร่เพื่อปลูกยางพารา เพราะยางราคาดีกว่าพืชอย่างอื่นๆ สวนยางจึงระบาดไปทั่วในหลายๆ ภาค รวมทั้งในภาคเหนือด้วย ไฟป่าที่เกิดขึ้น มากคงจะมีส่วนเชื่อมโยงกับใบสั่งซื้อที่ดินจากทางใต้ด้วยหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม แต่ที่น่าห่วง มากๆ คือ ป่าไม้จะหมดลงอย่างรวดเร็ว และหายนะจะเกิดขึ้นแก่คนไทยอีกทุกๆ ปีที่มีฝนมากกว่าปกติ

           หากรัฐบาลไม่ดูแลเรื่องไฟป่าอย่างจริงจังก็จะเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งร้ายแรงกว่ากรณีอื่นๆ เช่นกรณีการบุกรุกที่ดินวังน้ำเขียว ควรจะต้องจัดลำดับ ความสำคัญว่ากรณีใดจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติมากกว่ากัน

ต้นไม้กับเมือง

เมื่อคนไทยสร้างบ้านแปลงเมือง นอกจากบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เรายังนิยมเลือกพื้นที่ที่อุดมด้วยต้นไม้ ร่องรอยดังกล่าวปรากฏให้เห็นในชื่อท้องที่ที่ตั้งตามตามพืชพรรณประจำถิ่น นับจาก “บางกอก” ชื่อเมืองหลวง จนไปถึงบางเล็ก บางน้อยอย่าง “บางลำพู” “บางกระเจ้า” “บางอ้อ” “บางจาก” “หนองแขม” “บางหว้า” “บางบัว” “บางไผ่” ฯลฯ แสดงว่ากรุงเทพฯ ที่เกิดจากตะกอนทับถมของแม่น้ำจนเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีพืชสัตว์อยู่มาก (“หนองงูเห่า” “หัวตะเข้า” และ “ดอนอีเหยี่ยว” หรือดอนเมืองในปัจจุบัน เป็นต้น) บางกอกเคยมีต้นทุนเป็นแหล่งต้นไม้กระจายอยู่ทั่ว แต่ถึงวันนี้ ยากนักที่ใครจะได้เห็นต้นไม้อันเป็นที่มาของชื่อสถานที่เหล่านั้น

ต้นไม้เคยสร้างเมือง เคยทำให้เมืองมีเอกลักษณ์ มีหน้าตาผิดแผกไปตามชื่อบางนั้น ทั้งหมดกลายเป็นเรื่องอดีต ปัจจุบันเมืองเป็นฝ่ายกำหนดว่าต้นไม้ควรจะเป็นชนิดใด อยู่ตรงไหน ตลอดจนชะตากรรมที่เหลือหลังจากนั้นด้วย

กรุงเทพฯ ไม่มีป่าใหญ่กลางเมืองแบบป่าเมจิจิงกุขนาด 437 ไร่ที่ไม่ไกลจากฮาราจุกุ มีทั้งต้นไม้สูงใหญ่ยักษ์นานาชนิด นก และสัตว์ป่าต่างๆ ทั้งชะมด ค่าง ทานุกิหรือจิ้งจอกแรคคูน กวาง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ทั้งที่ป่าดังกล่าวเพิ่งปลูกใหม่มาแค่ 100 ปี เราไม่มีป่าดิบชื้นขนาด 60 ไร่แบบบูกิตนานาส อยู่ใต้ฐานหอคอยกัวลาลัมเปอร์ติดถนนและตึกสูงสมัยใหม่ ต้นไม้ที่นั่นอายุ 200-300 ปี

เท่าที่กรุงเทพฯ มีคือสวนสาธารณะ 35 แห่งสำหรับคนราว 10-12 ล้านคน เท่ากับวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีไว้สำหรับคน สี่แสนคนเมื่อ 50 ปีก่อนโน้น

ต้นไม้เมืองจึงต้องอยู่อาศัยตามสวนสาธารณะและสองข้างถนน ที่เหลืออยู่ในบ้านเรือน หน่วยงาน โรงเรียน บริษัท และชุมชน แต่ต้นไม้เมืองเหล่านี้ย่อมมีชีวิตและสุขภาพแตกต่างไปจากพวกพ้องในป่าหรือแม้แต่ในชนบทที่ยังเหลือสภาพธรรมชาติเป็นอันมาก

ในบรรดาต้นไม้เมือง ต้นไม้บนถนนอยู่ลำบากที่สุด เพราะนอกจากจะต้องอยู่ด้วยตัวเองแล้ว ยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบเมือง ดินใต้ฟุตบาทก็แข็งเพราะถูกบีบอัดหรืออาจมีก้อนปูนผสมอยู่ รากโตไปไม่ได้ลึกหรือต้องเจอกับท่อระบายน้ำ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตัดง่ายๆ บางทีได้รับปุ๋ยมากเกินไป เมื่อลำต้นเป็นแผลและอ่อนแอง่าย เป็นแหล่งเจาะทำลายของแมลง ฯลฯ ในท้ายที่สุด ความเครียดที่ต้นไม้ต้องทนนั้นหนักหน่วงจนส่วนใหญ่ต้องตายไปก่อนจะโตเต็มที่ด้วยซ้ำ